Euro Trip ในฝัน แบกเป้ ผจญภัยฉายเดียว รอบยุโรป 9 ประเทศ 21 เมือง 45 วัน

Untitled-3

หลายคนมีความฝันเหมือนผมไหมครับ ความฝันที่จะแบกเป้หนึ่งใบ เดินทางผจญภัยไปรอบทวีปยุโรป ไปในเมืองสุดโรแมนติก เรียนรู้วัฒนธรรมและความคิดของชาวยุโรป  ผมเป็นหนึ่งคนที่มีความฝันอันนี้ตั้งแต่เด็ก
หลังจากที่ผมเตรียมตัว เก็บเงิน หาข้อมูล การเดินทางครั้งนี้จึงเริ่มต้นขึ้น ด้วยความตั้งใจที่จะให้มันเป็น
1. การเดินทางคนเดียวกับกระเป๋าเป้หนึ่งใบ
2. ประหยัดด้วยการกางเต็นท์ (งบไม่เกิน 1 แสนบาท)
3. ไปแบบตามใจไม่มีแผนตายตัว เดินทางเป็นวงกลม 1 รอบทวีปยุโรป เริ่มที่อัมสเตอร์ดัมและจบที่เดิม

ผมเป็นคนที่รักในการเดินทาง โดยเฉพาะการแบกเป้ไปคนเดียว ค่ำไหนนอนนั้น ไม่มีแผนการที่แน่นอน ทุกๆวันผมจะได้เจอกับเพื่อนใหม่ เรื่องราวและข้อคิดดีๆจากเพื่อนร่วมทางเสมอ

การแบ็คแพกรอบยุโรปครั้งนี้ เป็นความฝันที่อยากไปดูโลกในทวีปยุโรปตั้งแต่เด็ก และ ด้วยช่วงเวลาว่าง 45 วันหลังจากที่ผมฝึกงานที่ประเทศสิงคโปร์เสร็จกับเงินเก็บที่พอจะมี ผมเลยออกไปทำความฝันอันนี้ให้เป็นจริง และ ด้วยการสนับสนุนของสายการบิน KLM และ บริษัท Diethelm travel ผมจึงสามารถออกไปทำความฝันครั้งนี้ให้เป็นจริง

ในกระทู้นี้ ผมจะเขียนถึงสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากทริปนี้ และอธิบายทั้งหมดว่า ถ้าคุณมีความฝันในการท่องยุโรปเหมือนผม คุณจะต้องทำอะไรบ้าง การกางเต็นท์ หาที่กิน วิธีการเดินทางข้ามเมืองต่างๆ และเทคนิคหลายอย่างที่จะช่วยคุณ ทำให้การเดินทางไม่ได้ยากและแพงอย่างที่คิดครับ
โดยผมขอแบ่งการรีวิวเป็น 5 ตอนตามเส้นทางการเดินทางจริง

ตอนที่หนึ่ง: Amsterdam – Delft – Rotterdam
ตอนที่สอง: Antwerp – Brussels – Brugge- Paris- Chamonix
ตอนที่สาม: Barcelona-Rome – Florence – Pisa – Cinque Terre – Milan
ตอนที่สี่: Venice – Munich – Salzburg- Austria
ตอนที่ห้า: Budapest-Prague-Berlin

ถ้าพร้อมแล้วขอเริ่มการรีวิวด้วยรูปนี้นะครับ

โชคดีและโชคร้ายรอเราอยู่ในการเดินทางเสมอ บางครั้งโชคร้าย ไม่ลำบาก เหนื่อย ก็ของหาย รู้สึกเศร้าใจ แต่ก็อย่าลืมว่า โชคดีๆ มันรอเราอยู่ อย่างเช่นเจ้ารุ้งกินน้ำเส้นนี้ที่ ชีวิตนี้เกิดมาไม่เคยจะเห็น แต่ได้มาเห็นเต็มๆ ตาในทริปๆนี้

1
การเตรียมตัว

ผมเริ่มต้นการเดินทางครั้งนี้ด้วยการวาดเส้นทาง ให้เราพอรู้ว่าจะเดินทางจากไหนไปไหน แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่ตายตัวนะครับ เปลี่ยนแปลงไปตามใจเราได้เสมอ มีคนแนะนำให้เราไปไหน เราก็ไป แต่สองสิ่งที่สำคัญคือเราควรจะอ่านเกี่ยวกับทวีปยุโรปให้มากที่สุด และมีความรู้ รู้ว่าเราอยากไปเที่ยวไหน

2 3

การแพกกระเป๋า

นี่คือของทั้งหมดที่ผมเอาไปนะครับ สองกระเป๋าน้ำหนักร่วมกับ 20 กิโล เต็นท์อันที่ผมเอาไปมันกันน้ำไม่ค่อยดีเท่าไร นอนไปสองสามคืนตื่นขึ้นมานึกว่าอยู่ในสระน้ำ เปียกมากก แนะนำให้เอาถุงนอนหนาๆ และเต็นท์ที่มันกันน้ำได้จริงๆไปครับช่วยให้ชีวิตสบายขึ้นเยอะ

4

คอมพิวเตอร์ไม่จำเป็นในการเดินทางนะครับ แต่ผมเอาไปเพราะต้องใช้เก็บรูป Process รูป ผมขอแนะนำว่าแบกของไปให้น้อยที่สุด อะไรไม่จำเป็นไม่ต้องเอาไป ทุกกิโลที่คุณแบกไปมันจะหนักมาก ตอนทดลองอยู่บ้านเดินสบายๆ มั่นใจว่าไม่มีปัญหา แต่พอไปจริง เดินไปสัก 5 กิโลคุณรู้ว่ามันหนักขนาดไหน เที่ยวไปสักสองอาทิตย์ หลังจะเริ่มปวด อยากโยนกระเป๋าทิ้ง ผมคิดว่าสัก 15 กิโลคือน้ำหนักที่ดี
เสื้อผ้า ไม่ต้องเอาไปเยอะมากก็ได้ครับ มีผงซักฟอก หรือสบู่ซักผ้าติดไป ถึงเวลาทุกที่จะมีที่ซัก ที่ตากผ้า

5

เริ่มออกเดินทาง
การเดินทางครั้งนี้ผมต้องขอขอบคุณสายการบิน KLM เป็นอย่างยิ่งที่สนับสนุน ใจดีที่สุดเป็นสปอนเซอร์ในการผจญภัยครั้งนี้ นำพาผมจากกรุงเทพมหานครไปยัง กรุงอัมสเตอร์ดัม โดยไม่มีการหยุดพักเปลี่ยนเครื่องเลย

6
ตลอดการเดินทาง 13 ชั่วโมงโดยไม่หยุดแวะเครื่องผมได้รับการบริการอย่างดีจากพี่คนนี้ Air Steward อาหารก็อร่อย กินข้าวอร่อยมาก ดูหนังหลับสบายตลอดการเดินทาง

7

อาหารบนเครื่องก็มีให้เลือกหลายแบบหลายรสชาติครับ รูปนี้ มือเช้าบนเครื่องบินของผม Pasta ซอสมะเขือเทศ

8

9

Top 10 Experiences of this Episode

ผมขอเขียนกระทู้นี้ด้วยการจัดอันดับ 10 กิจกรรม ที่ผมประทับใจที่สุดในเมืองสามเมืองของกระทู้นี้ Amsterdam – Delft – Rotterdam

10

1. ปั่นจักรยานรอบคลองแห่งอัมสเตอร์ดัม

ถ้าคุณเป็นคนชอบปั่นจักรยาน อัมสเตอร์ดัมคือเมืองในฝันของคุณเลยครับ ผมขอยืนยัน นั่งยัน นอนยัน เมืองๆนี้ขนาดไม่ใหญ่มาก มีเส้นทางปั่นจักรยานไปได้ทุกที่ การสัญจรด้วยจักรยานจึงเป็น วิธีที่ได้รับความนิยมสุดๆ แต่สิ่งที่ทำให้การปั่นจักรยานรอบคลองอัมสเตอร์ดัมเป็นไฮไลท์อันดับหนึ่งของผมคือ บ้านเรือน ตึกข้างทางที่สวย ไม่เหมือนที่ไหนในโลก ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูภาพเหล่านี้

11

บริเวณนี้คือ Amsterdam Centraal Station เป็นศูนย์กลางของเมือง โดยคุณสามารถเดินทางไปทุกเมืองของประเทศเนเธอร์แลนด์ได้จากที่นี้ และตัวสถานีรถไฟก็สวยมากๆ ในการเดินทางไปไหนมาไหนก็ง่ายๆๆครับ เดินเข้าไปซื้อตั๋วได้เลย แต่ถ้าไม่อยากต่อคิวนานก็แนะนำให้ซื้อตั๋วบนอินเตอร์เน็ต แล้วปริ้นท์ตั๋วไปก่อนเลยอย่างเช่น ตั๋วไปเมือง Rotterdam ราคาแค่ 11 ยูโร ไป Brussels 25 ยูโร

ภายในสถานีรถไฟ Amsterdam Centraal Station ยามเย็นที่สุดสวยงาม

12

ขี่จักรยานมาอีกไม่นานคุณก็จะมาเจอกับ จัตุรัส The Dam เป็นบริเวณกลางเมืองอัมสเตอร์ดัมอย่างแท้จริงที่นี้ มีร้านขายของมากมายให้ได้ ช็อปปิ้ง และเดินเล่นกัน

13

รูปนี้เป็นหนึ่งในรูปที่ผมชอบมากที่สุดในทริปนี้เลยครับ เด็กคนนี้วิ่งเล่นกับนกพิราบอยู่ ผมเลยหลอกใช้วิ่งจนได้ออกมาเป็นภาพนี้

14
การเช่าจักรยาน

มีหลายสถานที่ที่คุณสามารถเช่าจักรยานในเมืองนี้ได้นะครับ อย่างผมเช่าจากที่กางเต็นท์เลยวันละ 10 ยูโร แต่ที่ที่ผมจะแนะนำให้ทุกคนไปเช่าจักรยานกันคือ ร้าน MacBike ที่อยู่บนถนน Waterlooplein ใกล้ๆกับพิพิธภัณฑ์ RijksMuseum น่าจะเป็นร้านเช่าจักรยานที่ถูกและดีที่สุดในเมือง อัมสเตอร์ดัม

15

การขี่จักรยานของผมนะครับ ผมไม่ได้ซีเรียจมากว่าจะต้องไปทางนั้นทางนี้ ผมขี่ไปตามใจเห็นอะไรน่าสนใจก็ไปทางนั้น อย่างถนนเล็กๆบริเวณ Nieuwendik ที่ผมเจอเข้าโดยบังเอิญ แถวนี้จะมีร้านขายของเล็กๆ ผับและบาร์เยอะครับน่ามาเดินเล่นซื้อของ

16
บริเวรถนนหน้าร้านที่ มีธงค์สีรุ่งติดอยู่ เมืองนี้มีการสนับสนุนเรื่องเสรีที่เพศสูงที่สุดในโลกเมืองหนึ่ง ธงค์สีรุ่งเหล่านี้ก็เป็นเครื่องยืนยันได้ดี

17 18 19หรือจะเป็นร้านขายชุดชั้นในที่ลุงกับป้าคู่นี้กำลังพิจารณาสินค้าอยู่ 555

20

จากนั้น ผมแนะนำให้คุณปั่นจักรยานไป Amsterdam Museum ดูนะครับ ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับประวัติและเรื่องราวของเมืองอัมสเตอร์ดัม ผมชอบที่นี่มาก

21
ขี่จักรยานไปเรื่อยๆ คุณก็จะเจอกับคลองหลายแบบหลายขนาดที่สวยแตกต่างกันไป อย่างเช่นคลองใหญ่ๆ แบบนี้

23

 

และถ้าเกิดขี่จักรยานจาก Amsterdam Museum ไปอีกหน่อย เราจะไปเจอกับ Bloemenmarkt ซึ่งเป็นตลาดดอกไม้เล็กน่ารักอยู่ริมคลอง ในตลาดมีร้ายขายดอกไม้เต็มไปหมด ใครที่ชอบดอกไม้ต้องมาลองเที่ยวดู

24

หนึ่งในความแปลกของเมืองๆนี้ก็คือหน้าต่างหน้าตาแปลกๆแบบนี้ละครับ

25 26

ตอนเย็นๆ พระอาทิตย์ใกล้ตก (ในช่วงซัมเมอร์พระอาทิตย์ตกประมาณ 4ทุ่มถึง5ทุ่ม บางวันผมจะเหนื่อยมากเพราะแทบจะหมดแรงไปกับการเที่ยวทั้งวัน)

27 28

ผมขอแนะนำให้คุณขี่จักรยานไปบริเวณ ถนน Keizersgracht คุณจะได้ชื่นชมกับพระอาทิตย์ตกและคลองแห่งอัมสเตอร์ดัมที่แสนสงบเงียบ เป็นบริเวณที่ผมชอบที่สุดในเมืองตอนเย็นๆละ เพราะมีแต่ความสงบ ร้านอาหารเล็กๆ ของในภาพเล่าเรื่องแทนคำพูดนะครับ

ทุกสะพานจะมีชื่อสะพานเขียนอยู่บนราวที่กั้น อย่างสะพานนี้ชื่อว่า Lunbaansburg

29 30

บรรยากาศในช่วงเย็นที่สวยจนผมไม่อยากกลับที่พัก

31 32

2. ชมวิถีชีวิตที่ทุกอย่างเกิดขึ้นบนสองล้อ
จักรยานคือวิธียอดฮิตในการเดินทางไปไหนมาไหนของคนทุกคนในประเทศนี้ ผมเลยขอรวบรวม ไอเดียแปลก จักรยานแนวๆ และภาพสวยๆของทุกชีวิตที่เกิดขึ้นบนจักรยานมาฝากกัน

บางคนเลี้ยงหมาบนจักรยาน

33

 

บางคนไปทำงานสาย34

 

บางคนยังไม่อยากออกจากเตียง

 

 

35

 

บางคนมาแบบสวยมั่นใจ

36บางคนมากันเป็นคู่

37บางคนลูกเดี่ยว

38
บางคนลูกสอง

39
บางคนก็ลูกสาม

40
หรือบางคนก็แม่ลูกอ่อน

41
บางคนชอบนอนปั่น อยู่ต่ำๆติดพื้นดิน

42
บางคนชอบสูงๆ ปั่นอยู่บนชั้นสอง

43
บางคนขี่อยู่อย่างเดียวดาย

46
บางคนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย กับคนที่ไม่รู้จัก

44
บางคนอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบ กับคนที่รักคุณ

45
และ บางคนต้องการเพื่อนและความสนุกครื้นเครง

(จักรยานคันนี้เป็นบาร์เคลื่อนที่ทุกคนจะต้องปั่นไปดื่มไปแล้วจะมีหนึ่งคนบังคับทิศทาง)

47

 

ทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศเนเธอร์แลนด์เกิดขึ้นบนเจ้าสองล้อที่หมุนและไม่มีวันหยุดหมุน

สุดท้ายอยากฝากภาพนี้ไว้ นี้คือลานจอดจักรยานกลางเมืองของสถานนีรถไฟเมือง Delft
ถ้าเป็นคนไทยมองที่ดินผืนนี้เราคงเห็น ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ หรือไม่ก็โครงการคอนโดกลางเมืองสามสิบชั้น แต่สำหรับชาวดัตช์เขามองเห็นที่จอดจักรยานเพื่อประชาชน

อยากฝากไว้ว่าการสร้างวัฒนธรรม และ lifestyle ที่ดีต่อสุขภาพของชาวดัตช์และสิ่งแวดล้อม ต้องเริ่มจากสองสิ่ง ตัวประชาชนและนโยบายของรัฐบาล ในเมืองไทยมีคนมีความฝันมากมายที่อยากจะปั่นจักรยานไปไหนมาไหน แต่ถ้าทางรัฐบาลไม่สนับสนุน วางโครงสร้างระบบถนน ที่จอดจักรยาน ภาพคนขึ้นจักรยานไปไหนมาไหนทุกที่คงเกิดขึ้นยากในเมืองไทยของเรา

48

 

3. รุ่งกินน้ำเต็มวงที่บนแม่น้ำ IJ

ผมเชื่อเสมอว่าในการเดินทางเราจะต้องเจอกับโชคร้ายและโชคดี โชคร้ายทริปนี้ ผมทำโทรศัพท์หาย ต้องนอนพื้นหลายคืน และตกรถไฟบ่อยๆ แต่ในทุกโชคร้าย จะมีโชคดีเสมอ และถ้าพูดถึงสุดยอดของความโชคดี ผมว่ามันก็ต้องเป็นภาพนี้ รุ้งกินน้ำเต็มวงริมแม่น้ำ IJ ที่ถึงแม้ว่าคุณอาจจะไปที่เดียวกับผม แต่ก็(คง)ไม่ได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์สิ่งนี้

49

ริมแม่น้ำ IJ ยังมีตึกที่น่าสนใจมากอีกนะครับอย่าง ตึก The Eye ซึ่งที่นี้คือพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์แห่งชาติของประเทศนี้ ด้านในจะมี Film Exhibition ที่เราสามารถไปดูได้ฟรีครับ

50 51
ในช่วงซัมเมอร์เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนจะชิวมาก ใครมีเรือก็จะมาล่องเรือเล่นกับเพื่อนกลางวัน สำหรับชาวยุโรปแดดคือสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบมาก วันไหนถ้ามีแดดทุกคนจะออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน

52

4. เส้นปั่นจักรยานที่หนาวที่สุด และสวยที่สุดใน Amsterdam Noord

เส้นทางการขี่จักรยานนี้คือ เส้นทางที่เรียกว่า Waterland ระยะทางประมาณ 48 กิโล ปั่นสบายๆก็ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

54

53

โดยเริ่มต้นจากท่าเรือตรงข้าม Amsterdam Centraal Station ขี่ขึ้นไปทางซ้ายมือตามชายฝั่ง ผมแนะนำให้ใครที่สนใจเส้นทางนี้ ไปขอแผนที่ได้ที่ Tourist Information Center

55.1 55 56

ตลอดเส้น 48 กิโลคุณจะได้เจอชีวิตของชาวดัชต์ ริมทะเล ทุ่งหญ้า และรู้สึกถึงลมที่หนาวเหน็บจนเข้าใจว่าทำไมประเทศนี้จึงเต็มไปด้วยกางหันลม

ระหว่างทางปั่นไปมีรุ้งกินน้ำเล่นเล็กๆ มาทักทายด้วยนะครับ

57 58

คอกม้ายามพระอาทิตย์ตก

59 60

 

5. หลงใหลในสุดยอดศิลปะ Modern Art ที่ Museumplein

ผมชอบเรื่องราวของ Modern art และ ศิลปะแบบ Impressionism ซึ่งร็อคสตาร์ของยุค Impressionism ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก Vincent Van Gough เขาคือสุดยอดศิลปินแห่งยุค และ พิพิธภัณฑ์ Van Gogh Museum, ก็เป็นหนึ่งในสามสุดยอดพิพิธภัณฑ์ ของ Museumplein ที่รวมถึง RijksMuseum และ Stedelijk Museum

61

รูปนี้ผมถ่ายที่ด้านหน้า RijksMuseum เป็นป้าย Signature ที่ทุกคนต้องมาถ่ายรูปด้วย

พิพิธภัณฑ์ที่ผมชอบที่สุดน่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์ Vincent Van Gough Museum ที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของ Van Gough เป็นศิลปินอัจฉริยะแห่งยุค Impressionism แต่ในความอัจฉริยะนั้นก็แฝงไปด้วยปัญหา เช่น โรค Bipolar และอีกหลายๆอย่างที่ทำให้เขาเสียชีวิตตั้งแต่อายุน้อยๆ

62
บรรยากาศภายใน Vincent Van Gough Museum ที่เขาห้ามถ่ายรูปแต่ผมแอบถ่ายนิดหน่อย ที่นี่มีภาพชื่อดังมากมายของ Van Gough จัดแสดงอยู่ อย่างเช่น ภาพ The Sunflower และ Self-Portrait ของ Van Gough

64

63

อีกพิพิธภัณฑ์ที่คนวัยรุ่นอย่างผมอาจจะชอบกันคือ Stedelijk Museum หรือ Modern Art museum ที่นี่มีงานศิลปะแปลกๆ แนวๆ ถึงตั้งคำถามถึงศิลปินทั่วโลกว่า ศิลปะคืออะไร
ขอตั้งชื่อภาพนี้ว่า เด็กในกรอบ

6566
6. Joordan ที่ Coffee shop, Red light district และพระอาทิตย์ตกสุดสวยมารวมตัวกัน

Joordan เป็นย่านที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอัมสเตอร์ดัม เป็นย่านเด็กแนวของอัมสเตอร์ดัมก็ว่าได้ บ้านเรือนส่วนใหญ่จะไม่ใช่ร้านขายของให้นักท่องเที่ยว ถนนหนทางจึงไม่วุ่นวาย เป็นย่านศิลปะและวัฒนธรรมที่ผมขอแนะนำให้ทุกคนมาเดินเล่นสบายๆ ดูวิถีชีวิตของคนอัมสเตอร์ดัม

67

Joordan ที่แสนสวยงามยามอาทิตย์ตก

บางส่วนของย่าน Joordan จะมีบ้านเรือนแปลกตาแบบนี้ละครับ หน้าต่างแบบบานคู่ทั้งถนนทำให้สวยไปอีกแบบ

68 69

ใกล้ถนนด้านบนนี้นะครับ คุณจะเจอกับ โบสถ์ Westerkerk ซึ่งเป็นโบสถ์ที่ใหญ่สุดในเมือง และบริเวณนี้ก็ยังเป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Fault in Our Stars ด้วย

70

 

ป้ายผ้าผืนนี้เขียนว่า “อย่าทิ้งระเบิดแต่ จงถอดกางเกงทิ้งแล้ว Make love แทน”

71

72

ในเวลากลางวันย่านนี้จะมีตลาดนัดเล็กๆ ให้เดินเล่น ขายของแปลกน่ารักดีครับ ชื่อว่า Noordermarkt

73

แต่พอตกกลางคืนนะครับ บริเวณนี้ก็จะมีสีสันขึ้นมาอีกแบบทันที ร้าน Coffee shop เหล่านี้ก็จะมีสีสันขึ้นมาทันที
Coffee shop เหล่านี้ไม่ได้ขายกาแฟนะครับ แต่ขาย Cannabis หรือพวกยาสูบพวกกัญชาโดยถูกต้องตามกฎหมาย Coffee shop เหล่านี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของ Amsterdam ละครับ

74.1

74

ภายในของ Coffee shop ร้านหนึ่ง

75

อีกหนึ่งความน่าสนใจของบริเวณนี้ก็น่าจะเป็น Red light district (ย่านที่มีหน้าต่างสีแดงๆ มีสาวๆๆมายืนเรียกลูกค้า) เป็นย่านที่ทางรัฐบาลอนุญาตให้มีโสเภณีได้อย่างถูกกฎหมาย
โดย Red-light district นี้เขาจะมีหลายซอยนะครับ ซอย Big Mama ที่จะมีแต่สาวๆไซส์ยักษ์บึ้ม หรือ ซอย Modelที่เป็นสาวหุ่นนางแบบ ซอยร้านขาย condom และ ซอย lady boy ผมไป walking tour มาแล้วเขาก็จะพาเดินไปตามโซนต่างๆ ไม่ได้ไปใช้บริการ

76

ทุกคนจะนั่งเรียกลูกค้าอยู่ในหน้าตาแดงๆแบบนี้ (คำเตือนนะครับห้ามไปถ่ายรูปที่มี สาวนั่งอยู่ มิฉะนั้นอาจจะมีคนมาจัดการคุณได้)

บริเวณคลองที่อยู่ติดกับ Red Light District พระอาทิตย์ใกล้ตก

77 78 79 80 81

7. หลงทางในเมือง Delft

เมือง Delft เป็นเมืองๆ ระหว่าง Amsterdam และ Rotterdam ที่น่ารักมากก แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลย มีแต่คลองเล็กๆ ทุกอย่างในเมืองน่ารักมากครับ โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมในเมืองที่ดูเก่าแต่โรแมนติกสุดๆ และที่นี่ยังมีจัตุรัสกลางเมืองที่สวยมากเหมาะกับการมาเที่ยวแบบ Day Trip ที่สุด

82 83
Central market ของเมือง Delft เป็นจตุรัสกลางเมืองที่มีหอคอยนาฬิกาที่สูงมาก ใครอยากปีนขึ้นไปก็สามารถปีนขึ้นได้ มีร้านอาหาร ร้านค้าบริเวณนี้มากมายให้เลือกซื้อของกันได้ครับ

84 85 86

 

8. เจอกับโลล่าอีกครั้งและ ฉลองไปพร้อมกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์

ผมเจอกับโลล่า (คนที่สองจากซ้ายมือ) ครั้งแรกที่ถนนข้าวสารด้วยความบังเอิญสุดๆ เพราะว่าวันนั้นผมจะไปเจอเพื่อนชาวต่างชาติอีกคนหนึ่งเที่ยวรอบกรุงเทพฯ โลล่าเดินเข้ามาถามผมว่า เธอจะหาที่พักได้ที่ไหน ผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งก็เลยพาเธอไปหาที่พักและชวนมาเที่ยวกรุงเทพฯด้วยกัน และนั่นก็คือวิธีที่ผมได้เจอกับโลล่า ด้วยความบังเอิญแบบไม่น่าเชื่อสุดๆ

87

จากนั้นเราได้เป็นเพื่อนกันมาตลอด โลล่าอายุเท่ากับผม เราจึงเข้ากันได้ง่าย เราคุยกันบางทางเฟสบุ้ค หลังจากผ่านมาหนึ่งปี ผมมีโอกาสได้เดินทางไปที่อัมสเตอร์ดัม เราเลยนัดเจอกันอืกครั้ง โลล่าชวนผมไปดูฟุตบอลโลกนัดที่ฮอลแลนด์เตะกับเม็กซิโกกับเพื่อนๆ ของเธอ (สองคนที่กระโดดอยู่ทางขวามือของรูป) รูปนี้ถ่ายหลังจากที่ฮอลแลนด์ชนะเกมนัดนั้น พวกเราก็ฉลองกันยกใหญ่ โล่ลายังเล่าให้ผมฟัง ถึงชีวิตในเมืองบ้านเกิดของเธอ วัฒนธรรมต่างๆของชาวดัตช์ และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย

88

บรรยากาศการเชียร์ฟุตบอลโลกในทริปนี้ของผม

89
แฟนบอล The Oranje ที่ถึงแม้จะไม่ชนะฟุตบอลโลกในครั้งนี้แต่ การแต่งตัวไม่แพ้ชาติไหนในโลก

90
ผมเจอเด็กน้อยคนนี้ที่ที่พักของผมครับ เขาก็เหมือนเด็กทั่วไปที่บ้าฟุตบอล เราสองคนเตะฟุตบอลเล่นกันที่ที่กางเต็นท์ของเรา ผมฟังเขาพูดอะไรไม่รู้เรื่องเลยนอกจากสองประโยคนี้

“I am Van Persie”
“I am Arjennn Robbennnn”

91
หนึ่งในความประทับใจเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้นะครับคือ ชาวดัตช์ที่มีน้ำใจและ friendly ที่สุด พวกเขาจะคอยช่วยเหลือคุณที่ครั้งที่คุณหลงทาง
ผู้ชายคนนี้ชื่อ Ethan ระหว่างอยู่บนเรือ Ethan เล่าให้ผมฟังว่าเขาเป็นเชฟทำ Pizza อยู่ในเมืองและทุกวันเขาก็จะขี่จักรยานเข้าไปในเมืองไปทำงาน Ethan บอกผมว่าเขาก็เหมือนทุกคนในอัมสเตอร์ดัมที่ขี่จักรยานไปทุกที่ ไปทำงาน ไปเจอเพื่อน หรือแม้กระทั่งไปต่างจังหวัดเพราะที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ถนนทุกสายจะมีทางจักรยานอยู่ข้างๆ ทำให้การขี่จักรยานปลอดภัย เขาสามารถเอาจักรยานลงเรือ หรือขึ้นรถไฟข้ามเมืองได้ แม้แต่สะพานสูงๆ ประเทศเขายังทำทางลาดยาวให้ชันน้อยที่สุดทุกคนจะได้ค่อยๆปันจักรยานขึ้นมาได้

ผมเลยถาม อีธานว่ามีที่ไหนที่คุณไม่ขี่จักรยานไปไหม

“Oh you can’t bring your bicycle on the bus, but if it is a small bike you can. So in the Netherlands, you can go everywhere on a bicycle”

92
หรือเขาคนนี้ที่ผมถามว่า
“That is a very cool bicycle, man, I love the colour. Where did you buy that?”
“Haha Thanks man. This is actually a 20 years old bicycle which my friend painted it, not for sale man. I am sorry, hahaha.”

93

 

9. Rotterdam ที่ที่เมืองคือพิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรม

เมือง Rotterdam อยู่ทางใต้ของประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นเมืองที่สวยแบบทันสมัยมากๆ ที่นี่ต่างกับเมืองหลวงอย่างอัมสเตอร์ดัมโดยสิ้นเชิง ตึกและบ้านเรือนเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ จริงๆแล้วเมืองนี้ก็มีคลองและบ้านเรือนเหมือนเมืองอื่นๆในเนเธอร์แลนด์ แต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองนี้ถูกทิ้งระเบิดจนเมืองทั้งเมืองราบเป็นหน้ากอง เมื่อสงครามจบรัฐบาลที่นี่ จึงตัดสินใจสร้างเมืองใหม่โดยพยายามให้ทั้งเมืองมีความทันสมัยมากที่สุด ตึก บ้านเรือน หรือแม้กระทั้งสถานีรถไฟ สวย modern ไปอีกแบบหนึ่ง เมืองนี้จึงเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจของประเทศ

94
โดยการเดินทางมายัง Rotterdam ง่ายมาก นั่งรถไฟจาก Amsterdam Centraal ตั๋วราคาแค่ 11 ยูโร
สิ่งที่ผมแนะนำให้ทำในเมือง Rotterdam คือการเดิน เดินไปทุกที่เลยครับ เดินดูเมือง ดูตึก ดูศิลปะ และดูทุกอย่าง จนการจะหมดแรงเดิน

95
ที่เมือง Rotterdam เขามีการคาดการณ์กันว่า ที่อยู่อาศัยในอนาคตจะหน้าตาเป็นอย่างไง หลังจากคิดกันอยู่นาน เขาเลยสร้างเจ้าสิ่งนี้ขึ้นมา Cubic House โดยได้ไอเดียมาจากหนังสือนิยายเล่มหนึ่งในอดีต

96 97

โดยตึกทรงลูกเต๋าติดกันหลายๆลูกนี้คือ อพาร์ทเม้นท์หรือออฟฟิสขนาดเล็กให้คนเช่าอยู่ได้จริง ลูกเต๋าหนึ่งลูกคือหนึ่งยูนิต โดยเขาเชื่อว่าในอนาคตพื้นที่ในเมืองเนี่ยจะแพงมากเลยจำเป็นต้องสร้างบ้านอยู่บนถนน

ความฉลาดของสิ่งก่อสร้างนี้นะครับคือ ลูกเต๋าจะต้องตั้งอยู่แบบเฉียงๆ เพราะลูกเต่าแบบนี้ใช้เสารับน้ำหนักเพียงแค่ต้นเดียว แต่ถ้าตั้งแบบธรรมดาต้องใช้เสาถึง 4 ต้น แถมตั้งเฉียงๆแบบนี้ทุกๆชั้นในอพารต์เม้นท์จะได้รับแสงจากธรรมชาติมากกว่า โดยเฉพาะในฤดูหนาวบ้านจะอุ่นกว่าบ้านทั่วไป ตรงกลางของลูกเต๋าเหล่านี้เป็นสวนเล็กๆ ที่ตั้งอยู่หนึ่งชั้นเหนือถนน
มุมนี้ของเมืองเป็นสวนเล็กที่มีสุดยอด Street Art สุดสวยแอบอยู่

98
ตาคนเราเหมือนเลนส์กล้องถ่ายรูป
บางคนมองด้วยเลนส์มุมกว้าง
บางคนเป็นเลนส์ซูม
แม้มองสถานที่เดียวกัน แต่เราทุกคนเห็นต่างกัน
รูปนี้บางคนเห็นตึกสูงใหญ่
บางคนเห็นท้องฟ้าแสนสดใส
และบางคนเห็นเมฆก้อนใหญ่ที่กำลังลอยมา

99
Rotterdam Central Station ที่เพื่อสร้างเสร็จและเปิดใช้งานได้ไม่นาน

100

10. กางเต็นท์ใน Amsterdam Nord

ในการเดินทางรอบยุโรปครั้งนี้ ผมใช้การกางเต็นท์เป็นหลัก เพราะถ้าพักโรงแรมคงจะแพงมากๆๆ แต่สิ่งที่เจ๋งกว่านั้นคือผมได้เจอกับเพื่อนใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากในสถานที่กางเต็นท์ตลอดทริป โดยคนส่วนใหญ่ที่จะมากางเต็นท์นั้น เป็นวัยรุ่นชาวยุโรปที่มา Backpack รอบยุโรปเช่นเดียวกัน และถ้าใครอยากรู้ว่าผมหาที่กางเต็นท์ยังไง อ่านดูด้านล่างเลยครับ

101 102

เพื่อนกลุ่มนี้กางเต็นท์อยู่ข้างๆผมครับพวกเขาเป็นนักเรียนชาวดัชต์กำลังมาเที่ยว Music Festival ในอัมสเตอร์ดัม เขาบอกผมว่าช่วงซัมเมอร์เป็นช่วงที่ชาวยุโรปเดินทางมากที่สุดเพราะอากาศดี และสามารถกางเต็นท์ใน Campsite ได้ช่วยพวกเขาประหยัดค่าเดินทาง ไปได้มา การเดินทางในช่วงซัมเมอร์จึงเป็นที่นิยมมาก

เด็กน้อยคนนี้ มาจากอิตาลีครับ ครอบครัวของขับรถ Motorhome มาจากเมืองมิลาน

103

 

การดูแลเงินและความปลอดภัย

ผมได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของหลายๆประเทศที่โจรเยอะ ของโดนขโมยได้ง่าย สามประเทศที่ผมแนะนำให้ระวังตัวเองเป็นพิเศษคือ อิตาลี ฝรั่งเศส และ สเปน เป็นสามประเทศที่อันตรายสำหรับนักท่องเที่ยวที่สุด ต้องระวังตัวพอสมควรแต่ก็อย่าไปกลัว ห่วงหน้าพะวงหลังจนเที่ยวไม่สนุก
ผมมี กุญแจล็อคติดไปด้วย 3 ลูก แนะนำให้เป็นแบบที่ใช้ กุญแจเปิดดีกว่าแบบรหัสหมุนๆๆ ผมมีกระเป๋าตังในการเดินทางครั้งนี้ 4 ใบ ใบหนึ่งใส่ Passport กับบัตรเครดิตและเงินชุดแรก ใบที่สองใส่บัตรเครดิตและเงินชุดที่สอง สองใบนี้เป็นไว้ในล็อคเกอร์ตลอด (ส่วนใหญ่ตามที่พักเขาจะมีล็อคเกอร์ให้เราใช้) ใบที่สามใส่ตังไม่เกินครั้งละ 100 ยูโร ใบนี้ซุกไว้ในก้นเป้ และสุดท้ายเป็นใบที่ใช้ทุกวัน มีตังค์ครั้งหนึ่งไม่เกิน 30 ยูโร

เรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดนะครับ ถ้าทำอะไรหายขึ้นมา เศร้าแน่ เที่ยวไม่สนุก ผมทำโทรศัพท์ iPhone 4 ผมหาย ซึมไปหลายวันเลย

การหาที่พัก

ทริปนี้ผมนอนกางเต็นท์เกือบทั้งทริปนะครับยกเว้น ในปารีส และ บาร์เซโลน่า เพราะสถานที่กางเต็นท์อยู่ไกลจากตัวเมืองมาก ลำบากมากถ้าจะเดินทางออกนอกเมืองทุกวัน


105

โดยการนอนกางเต็นท์ของผม ผมไม่ได้นอนตามถนน หรือในสวนที่ไหนนะครับ ทุกๆเมืองในยุโรปจะมีสิ่งที่เรียนว่า Campsite อย่างในอัมสเตอร์ดัม Campsite ที่ใกล้เมืองที่สุดก็คือ Vliegenbos Campsite ที่นี้ เดินจากตัวเมืองเพียง 20 นาที ส่วน เมืองอื่นๆ อย่าง Rotterdam หรือ Delft ผมไปเช้าเย็นกลับเอาครับ ค่ากางเต็นท์ที่นี่ ราคาประมาณ 11 ยูโรต่อหนึ่งเต็นท์ ซึ่งถูกกว่า hostel ที่คืนหนึ่งประมาณ 30 ยูโร
ช่วงเวลาที่เหมาะกับการจะกางเต็นท์ในยุโรปก็คงเป็นช่วงซัมเมอร์ครับ ประมาณ สิ้นเดือนมิถุนายนจะถึงต้นเดือนกันยายน ช่วงเวลาอื่นของปี ที่กาง
เต็นท์อาจจะไม่เปิดและคุณอาจนอนหนาวตายได้

ทางเข้า Vliegenbos Campsite

104

งบประมาณ

ผมตั้งงบไว้ 100,000 บาท ในทริปนี้นะครับ โดยทุกวันจะใช้เงินไม่เกิน 50 ยูโร หรือประมาณ 2,200 บาท
ทั้งหมด 45 วันก็ 45 x 2200 ก็ 99,000 บาท อันนี้ไม่ร่วมค่าตั๋วเครื่องบินและค่ารถไฟนะครับ เป็นค่ากิน ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายทั่วไป โดยมีกฎเหล็กคือจะไม่ช้อปปิ้งจนจะถึงเมืองสุดท้าย เพราะผมแบกของไม่ไหวจริงๆ
โดยพอออกมาจริงๆ ผมก็ใช้เงินไปประมาณนั้นละครับ ประเทศอย่าง ฮังการี เช็ก และ เยอรมันถูกกว่า พวกฝรั่งเศส เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์มาก

สายการบิน
ในการเดินทางครั้งนี้ ผมต้องขอขอบคุณสายการบิน KLM มากๆเลยครับที่ช่วยสนับสนุนการเดินทางครั้งนี้

106
เป็นสายการบินไม่กี่สายที่บินตรงจากกรุงเทพ ถึงอัมสเตอร์ดัม ใช้เวลาเพียงแค่ 12 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งที่นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากในการเริ่ม Euro Trip เพราะเราสามารถเดินไปประเทศใกล้ได้อย่างสะดวกสบาย และประเทศนี้มีสนามบิน Schiphol เป็นหนึ่งในสนามบินที่ดีที่สุดในโลกและเป็นบ้านของสายการบิน KLM

และอีกสิ่งที่สำคัญมากเลยนะครับคือราคา โดย ตั๋วเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพ-อัมสเตอร์ดัม ช่วงราคาโปรโมชั่นเริ่มต้นที่ 25,XXX หากอยากซื้อราคาโปรโมชั่นแบบนี้ก็ต้อง ไปกดไลค์ เฟสบุ้คของ KLM Thailand https://www.facebook.com/KLMThailand

ผมชอบสายการบินนี้มากนะครับเพราะว่า ทุกอย่างทันสมัยมาก การบริการก็ยอดเยี่ยม บินหลับสบายตลอดทาง
เริ่มที่การ Check in Online ที่ทำได้ทั้งบน คอมพิวเตอร์และ มือถือ

107.1

โดยง่ายๆเพียงเข้าไปในเวปของสายการบิน แล้วก็เช็คอินบนทางอินเตอร์เน็ตแล้วปริ้นท์ Boarding Pass จากที่บ้านเลยก็ได้

107

108

สำหรับหลายคนที่ชอบใช้ Smart Phone นะครับ เราสามารถเช็คอินได้ด้วย โทรศัพท์มือถือสะดวกสบายมาก

107.2

โดยพี่พนักงานสายการบินนี้ก็เป็นกันเองมาก ช่องไหนว่างก็ให้ โหลดกระเป่าได้ทันทีเลย

109

และการเดินทางครั้งนี้ทางสายการบินได้เชิญผมไปใช้บริการ Airport Lounge ที่มีอาหารอร่อยมาก

110

ปกติแล้ว ผมจะเดินทางด้วยสายการบินราคาประหยัดตลอดแต่คราวนี้ มีอาหารอร่อยๆมากมายแบบนี้ เรียกว่ากินกันจนอิ่มก่อนขึ้นเครื่องไปเลย
อาหารเช้าของผม เป็น Cocktail หน้ากุ้งสุดอร่อย

111 112 113

ผมขึ้นเครื่องเกือบสายเพราะมัวแต่ถ่ายรูปนี้ แต่พี่พนักงานก็ไม่ว่าอะไร ใจดีจริงๆ
117
ขึ้นเครื่องครั้งนี้นะครั้งผมได้ที่หนึ่ง แบบ Economy Comfort นั่งสบายมากๆ โดยเฉพาะคนขายาวแบบผม มีที่เหลือในวางขาอีกสบายมากๆ

118 119 120

 

บนเครื่องนะครับก็มี Personal Monitor ดูหนังเล่นเกมส์จนเพลินลืมไปเลยว่าตัวเองอยู่บนเครื่องบิน

121

ระหว่างรออาหารเขาก็มีแจกถั่วและเครื่องดื่มระหว่างรอด้วยครับ

122

อาหารบนเครื่องก็อร่อยมากครับ มีให้เลือกหลายแบบ หลายรสชาติ อันนี้ผมเลือกอาหารอิตาลี เป็นพาสต้าซอสมะเขือเทศ

123
ส่วนอันนี้เป็นอาหารเช้าอีกมือหนึ่งครับ ตลอดทั้งFlight มีอาหารอร่อยๆในทานถึงสองมึ้อ

124

สนามบิน Schiphol Airport สุดยอดแห่งความทันสมัย

126

 

127

สนามบิน Schiphol Airport คือหนึ่งในสนามบินที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดในโลกเลยนะครับ และความประทับใจของผมกับสนามบินนี้ก็อยู่ที่ระบบการจัดการของเขา โดยเฉพาะระบบการเช็คอิน

การเข้าเมืองก็ง่ายมากครับ นั่งรถไฟจากสนามบินไปยัง Amsterdam Centraal ตั๋วราคาเพียง 4 ยูโร

128

ระบบการเช็คอินที่นี้ดีมากผมขออนุญาตเล่าให้ฟังกันหน่อย

129130

โดยผู้โดยสารทุกคนจะเช็คอินและโหลดกระเป๋ากับเครื่อง โดยไม่ต้องต่อคิวให้เสียเวลาเมื่อมาถึงเครื่องนี้เราก็เลือกภาษาและสอด Passport เข้าไปในช่อง

131

เครื่องก็จะถามข้อมูลต่างๆของคุณ พอเสร็จ เจ้าเครื่องเช็คอินนี้ก็จะออกตั๋วให้คุณเลย

132
หลังจากในเราก็ไปโหลดกระเป๋าโดยเครื่อง Baggage Check in ที่มันหน้าตาเป็นแบบนี้ละครับ

133

จากนั้นเครื่องโหลดกระเป๋านี้มันก็จะปิดลงเอากระเป๋าคุณไปแล้วทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย

136 135 134

Advertisements

7 thoughts on “Euro Trip ในฝัน แบกเป้ ผจญภัยฉายเดียว รอบยุโรป 9 ประเทศ 21 เมือง 45 วัน

  1. ติ่งขอกรี๊ดดดดดดดดดดเดด อปป้ายาวๆ ๆๆๆๆๆ อปป้าคือสุดยอดไอดอลของติ่งเลย ..สักวันติ่งจะต้องไปเดินทางแบบนี้ คิคิ

    Like

  2. ส่วนตัวชอบหนังสือท่องเที่ยวแนวนี้ เยี่ยมทั้งภาพและเนื้อหาไม่หนักหรือเบาไป อยากให้รวมเล่ม

    Like

  3. เมืองนี้มีมหาลัย UNESCO-IHE ด้วยนะ เราอยากเรียนต่อที่นี่มากๆ ยิ่งปั้นมาเล่าให้ฟังแบบนี้ ยิ่งอยากหมุนเวลาให้ไวค่ะ

    Like

  4. ไปกางเต๊นท์แบบนี้เวลาขอวีซ่าทำยังไงเหรอคะ อยากไปบ้างเลย สวยมาก ชิลล์มากกกกกก

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s