This is not your Typical Marathon Story [Part2]

“การวิ่งมาราธอนคือการแข่งกับตัวเอง”

นี่คือคำพูดที่ดังก้องอยู่ในหัวผม ผมรู้ดีว่าเป้าหมายของวันนี้คือการเข้าเส้นชัย เวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ วันนี้ไม่ต้องสนว่าคนอื่นจะวิ่งเร็วขนาดไหน แข็งแรงกว่าเรายังไง เป้าหมายในวันนี้ คือ การเอาชนะคนเพียงหนึ่งคนเท่านั้น คนๆนั้นคือ “ตัวเราเอง”

เช้าวันแข่ง: การที่ผมมาถึงจุดสตาร์ทนี้ได้ ก็ถือเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ละครับ มันไม่ง่ายเลยที่ผมจะขุดตัวเองออกจากเตียงนอนในเช้าวันอาทิตย์

IMG_0173-Edit

กม. 1: ผมออกวิ่งด้วยความสดชื่น พระอาทิตย์กำลังค่อยๆขึ้น ฟ้าสีสวยมาก ทุกเช้าตอนไปทำงานผมก็ตื่นเวลาประมาณนี้ แต่ผมไม่เคยได้มองเห็นท้องฟ้าเลย เพราะผมมัวแต่หลับอยู่บนรถไฟ หรือไม่ก็เล่นโทรศัพท์ มันเป็นเช้าที่ยอดเยี่ยมครับฟ้าใสอากาศดี ผมพยายามไม่วิ่งเร็วมาก เพราะผมรู้ว่าระยะทางมันอีกยาวไกล

กม. 3: ผมมองไปรอบๆตัวแล้วผมอึ้งมาก คือมีคนที่ดูฟิตน้อยกว่าผม คนอ้วน คนแก่ที่ดูไม่น่าวิ่งได้เกิน 5 กิโลเมตร มาวิ่ง half marathon เยอะมาก บางคนดูไม่น่าวิ่งจบเลยละ เหลือเชื่อนะว่ากล้ามากัน จนผมต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า

“ปั้น นี่มึงเป็นใครว่ะ มึงถึงกล้าไปดูถูกความสามารถของคนอื่น”

หนึ่งความสวยงามของการวิ่งมาราธอนคือ ไม่ว่า จะอ้วน จะผอม จะเด็กหรือแก่ เราไม่ใช่คู่แข่งกัน แต่เราคือเพื่อนนักวิ่ง มีหน้าที่ช่วยให้กำลังใจกันไปให้ตลอดรอดฝั่ง

IMG_4253-2

กม.5: ระหว่างวิ่งมีหลายอย่างที่เตะตาผมเอามากๆ

  1. มีคอสตูมแปลกประหลาดเยอะมาก! ผู้ชายใส่กระโปรงวิ่ง หมวก Darth Vader จากสตาร์วอร์ ชุดดาร์กอนบอล นี้ผมแค่วิ่งอย่างเดียวก็จะตายละ พี่วิ่งในชุดนั้นได้ไงว่ะ ร้อนจะตาย!!
  1. คนสมัยนี้ชอบใส่ เสื้อแขนขาว กางเกงขายาวรัดรูป วิ่งเนอะ ผมรู้นะว่ามันคือ compression เอาไว้รัดกล้ามเนื้อ แต่ไม่ร้อนกันหรอครับ สมัยก่อนตอนผมวิ่งกับคุณพ่อ เสื้อยืดกางเกงขาสั้น รองเท้าวิ่งอีกคู่ก็พอละ สมัยนี้นักวิ่งมีแอคเซสเซอรี่เยอะมาก หูฟัง Bluetooth ที่ใส่โทรศัพท์ กระเป๋าเป้ใบเล็กๆ แว่นกันแดด เสื้อรัดรูป เยอะไปหมด
  1. สาวสวยๆเยอะมาก ผมเป็นเรื่องยากที่ผมจะไม่แอบไปเหล่พวกเธอเมื่อ ผมวิ่งแซงเธอไป
  2. หลายคนก็ทำให้ผมผิดหวัง เพราะเธอสวยกว่าเมื่อมองจากด้านหลัง

 

กม. 6: เส้นทางวิ่งในวันนี้เริ่มจากวิ่งรอบเกาะ Sentosa แล้วไปจบที่ Marina Bay ที่กม. 6 เส้นทางวิ่งนำเราเข้ามาในสวน สนุก Universal Studio โคตรเจ๋งอะ ได้วิ่งรอบสวนสนุกด้วย ระหว่างทางมีตัวการ์ตูนมาให้กำลังใจเรา หยุดถ่ายรูปได้ด้วย นี่มันแข่งวิ่งมาราธอน หรืองานพาเรดกันแน่เนี่ย??? สนุกกันเหลือเกิน

 

กม. 8: จุดพักน้ำจุดแรก ถึงตอนนี้ผมเหนื่อยมากแล้วละ ถ้าเป็นการวิ่งธรรมดา ผมคงหยุดตอนนี้ แต่นี้มันยังไม่ได้ครึ่งทางด้วยซ้ำ ผมหยุดดื่มน้ำ แล้วมองไปรอบๆ ผมวิ่งแซงคนมาเยอะมาก มีคนตามหลังผมอีกหลายพันคน เขายังวิ่งกันอยู่เลย เราก็ห้ามหยุดเหมือนกัน ว่าแล้ว ผมก็ปาแก้วน้ำลงพื้นแล้ววิ่งต่อไป

(หนึ่งในเรื่องประหลาดของการวิ่งของครั้งนี้คือ ปกติในสิงคโปร์จะไม่มีใครกล้าทิ้งขยะลงพื้นเลยนะครับ อยู่ที่นี่มา 10 ปีผมยังไม่เคยเห็นสักครั้ง แต่ในเช้าวันนั้นนักวิ่งแทบทุกคนทิ้งแก้วน้ำลงพื้น! คนสิงคโปร์เหมือนกับเก็บกด อยากทำแบบนี้กันมานาน แต่กฎหมายห้ามไว้ วันนี้จึงเป็นโอกาสดี ผมเอาบ้าง ดื่มเสร็จโยนทิ้งลงพื้นทันที รู้สึกดีโคตร อะ เอาน่า….ปีหนึ่งขอทิ้งขยะเลี่ยลาดหนึ่งวัน)

กม. 10: เมื่อผมเห็นป้ายกม.10 ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมหยุดวิ่งเป็นครั้งแรกของวัน

“Good job, boy. You are half way through” คุณลุงคนที่วิ่งตามพูดพร้อมตบไหล่ผมเบาๆ

“How long have we been running?” ผมถามคุณลุง

“1 Hour and 20 minutes. That’s is a good timing boy!”

คุณลุงกับผมวิ่งคุยกันอยู่สักพัก ลุงบอกผมว่าอีก 11 กม.ข้างหน้ามันจะโหดและทรมานมาก แต่ห้ามยอมแพ้นะ ร่างกายผมสามารถวิ่งจนจบได้แน่ ที่เหลือมันขึ้นอยู่ที่ใจที่จะสู้หรือเปล่า

แปลกดีนะครับ ผมอยู่ในสิงคโปร์มา 10 ปี ไม่เคยมีครั้งไหนที่ อยู่ดีๆมีคนแปลกหน้ามาให้กำลังใจเรา มันเป็นความพิเศษของการวิ่งมาราธอนจริงๆ

IMG_20151206_110310

กม. 11: สุดพักน้ำที่สอง ที่นี่มีกล้วยหอมให้กินด้วย!!

พระเจ้าผมไม่เคยกินกล้วยหอมอะไรที่จะอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย อร่อยมากโคตรๆ กล้วยใบนั้นแบบช่วยชีวิตผมไว้เลยละครับ การหยุดพักระหว่างทาง เติมพลังมันเป็นสิ่งสำคัญจริงๆ ในการวิ่งมาราธอนห้ามเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างเดียว มันต้องหยุดพักไปเรื่อยๆ เติมพลังกันไปเรื่อยๆ

กม. 12 ถ้าคุณคิดว่า 10 กิโลเมตรแรกนั้นลำบาก ตอนนี้ลำบากกว่าโคตรๆ เส้นทางวิ่งนำนักวิ่งทุกคนออกจากเกาะ Sentosa และพาเราขึ้นไปบนทางด่วนเข้าเมือง กว่าจะวิ่งขึ้นทางด่วนได้ก็เกือบตายละ บนทางด่วนแดดนี่โคตรร้อนเลยละ!!!

ตอนนี้ผมอยากได้แว่นกันแดดสักอันจริงๆ แดดมันแรงจิ้มตามากๆ

กม. 14: ถึงตอนนี้ผมไม่เหลือแรงวิ่งอีกต่อไปแล้ว แดดก็โคตรร้อน ขานี่อ่อนปวกเปียกเหมือนวุ้น วิ่งบ้าง เดินบ้างสลับ สลับกันไป ป้ายหลักกิโลเมตร ที่ 14-15 ทำไมมันรู้สึกห่างไกลกันขนาดนี้ วิ่งเท่าไรมันก็ไม่ครบกิโลเมตรสักที

ถึงจุดนี้ คำถามเก่าเริ่มกลับมาครับ “นี่กูมาวิ่งทำไมวะ??”

ในตอนนี้สิ่งเดียวที่ทำให้ผมวิ่งต่อไปและไม่หยุดลง คือ เพื่อนนักวิ่งรอบๆตัวผม ทุกคนก็เหนื่อยล้า หมดแรงเหมือนกับผม แต่เขาก็ยังวิ่ง(และเดิน)กันต่อไป แล้วเราละ… ถ้าเขายังวิ่งอยู่ได้ เราก็ห้ามหยุด

IMG_0179

กม. 16 ตอนนี้ผมให้หมดทุกอย่างละครับ ถ้าเป็นรถยนต์ ตอนนี้ก็เหลือน้ำมันอีกไม่กี่หยด เครื่องพร้อมดับเต็มทีละ

ด้านหน้าผมเห็นมีจุดพักน้ำ อยู่ไกลๆ ขอวิ่งไปพักดื่มน้ำตรงนั้นละกัน ถ้าไม่ได้ดื่มน้ำนี่คงตายแน่

เมื่อผมไปถึง ผมกลับพบว่า น้ำหมด!

ผมถึงกับของขึ้น โมโหโดยไม่รู้ตัว

“You know I ran the past 4 km without a drop water” ผมขึ้นเสียงใส่คนเสิร์ฟน้ำ

จริงๆแล้วการที่น้ำหมดมันไม่ใช่ความผิดของเขาเลย และผมก็ไม่ควรไปโมโหใส่เขา แต่มันเหมือนกับความหวังที่ผมจะได้ดื่มน้ำตลอด 4 กม.ที่ผ่านมามันดับสิ้นลงต่อหน้าต่อตา ผมวิ่งมาตลอด 4 กม.ก็เพื่อสิ่งนี้ แต่มันกับไม่มีอยู่จริง

ผมทรุดตัวลงกับพื้น วินาทีนั้น ผมอยากยอมแพ้มาก แต่คิดดูนะ คนทุกคนเขาก็ผิดหวังทั้งนั้นละ ที่น้ำหมด เขายังวิ่งต่อไปเลย ปั้นมึงจะมายอมแพ้เพราะไม่ได้ดื่มน้ำ แค่นี้เนี่ยนะ!!!

กม. 18: ตอนนี้อย่าเรียกว่าวิ่งเลยครับ เรียกว่าเดินก็ยังไม่ใช่ แต่เหมือนกับกระเผลกๆไปเรื่อยๆมากกว่า ถ้าผมเริ่มออกวิ่งเมื่อไร ตะคริวจะถามหาผมทันที มันโคตรทรมานอะ แต่ตอนนี้มันเหลือแค่ 3 กิโลเท่านั้น ตอนนี้ผมไม่ยอมแพ้แน่ครับวิ่งมาขนาดนี้ละ ยังไงก็ต้องลากตัวเองเข้าเส้นชัยให้ได้

กม. 21 ตอนนี้เห็นเส้นชัยยอยู่ข้างหน้าละ พลังงานหยดสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่เอาออกมาใช้ให้หมด เราจะต้อง “วิ่ง” เข้าเส้นชัย ผมคงวิ่งกระเผลกๆ เสียงเชียร์จากผู้คนที่รออยู่ตรงเส้นชัยดังมาก ผมรู้เลยละว่า เส้นชัยมันเข้าใกล้ขึ้นทุกก้าว ทุกก้าว

และเมื่อเลียวโค้งเข้าสู้ 100 เมตรสุดท้าย ตอนนี้ผมมีแรงวิ่งอีกครั้ง เหมือนมีลมพัดส่งผม ผมดีใจมากที่ผมมาถึงจุดนี้ ที่ผมไม่ได้ยอมแพ้กลางทาง ทุกก้าวที่ทนทรมานมา ในที่สุดผมก็มาถึงเส้นชัย 21 กิโลเมตร ผมก้าวข้ามเส้นชัย พร้อมชูมือขึ้นด้วยความภูมิใจ ในชีวิต ผมทำเรื่องยากๆมาเยอะ และนี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากมากๆที่ผมทำสำเร็จ

ผมจะบอกให้ครับว่า คนเรามาสมัครวิ่งมาราทอนกันทำไม….เพราะถ้าผมไม่ลงสมัคร

ผมคงไม่ได้ไปซ้อมวิ่งก่อนวันแข่ง ไม่ได้เตรียมตัว

เช้าวันแข่งผมคงไม่สามารถขุดตัวเองออกจากเตียงนอน นอนต่อยังเที่ยง

ผมคงหยุดวิ่งที่กม.ที่ 10 ถ้าผมไม่ได้กำลังใจจากคุณลุงคนแปลกหน้าคนนั้น

ผมคงขาดน้ำและหิวตายที่ก.ม. 12 ถ้าผมไม่ได้กล้วยและน้ำที่จุดพัก

ผมคงยอมแพ้ที่กม. 14 เพราะตะคริวกินขา ถ้าไม่ได้ครีมคล้ายกล้ามเนื้อ

ผมคงหยุดวิ่งที่กม. 16 เพราะจุดพักน้ำหมด แต่เพราะเพื่อนักวิ่งคนอื่นๆที่ยังวิ่งอยู่ ผมเลยตัดสินใจวิ่งต่อไป

ถ้าผมไม่ลงสมัครวิ่งครั้งนี้ ในชีวิตนี้ผมคงไม่มีปัญญาวิ่งได้ 21 กม. ผมมีข้ออ้างจะยอมแพ้มากเกินไป แต่เพราะเพื่อนนักวิ่ง จุดพักน้ำระหว่างวิ่ง คำสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองก่อนออกวิ่ง และทุกอย่างในการวิ่งมาราธอนครั้งนี้ ทำให้ผมทำสิ่งที่ผม ไม่เคยคิดว่าผมสามารถทำได้ สำเร็จ

ถามผมว่าผมพบกับชีวิตใหม่ไหมเมื่อวิ่ง 21 กม.ครั้งนี้ ผมตอบว่าไม่ เพราะฉะนั้นปีหน้าเราเจอกัน 42 กิโลเมตร

IMG_20151206_110218

“There are times when you run a marathon and you wonder, Why am I doing this? But you take a drink of water, and around the next bend, you get your wind back, remember the finish line, and keep going.” – Steve Jobs

 

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s